ทำโฆษณาอย่างไร ให้กลุ่มเป้าหมายไม่รู้ว่าเป็นโฆษณา

355



 

พฤติกรรมการเสพสื่อของลูกค้าสมัยนี้ มักจะเลื่อนหนีโฆษณาขายของกัน เพราะโดยส่วนใหญ่แล้ว คนเรามักจะเล่นโซเชียลกันเพื่อความบันเทิง และเลือกดูเฉพาะสิ่งที่ตัวเองชอบหรือสนใจเท่านั้น พอมาเจอโฆษณาก็เลยอาจจะรู้สึกรำคาญ จนพาลบล็อกเราไปเลยก็มี อารมณ์เดียวกับเวลาเราดูทีวีแล้วมีโฆษณามาคั่นนั่นแหละ มันจะรู้สึกเสีย mood เหมือนโดนขัดใจ

แต่จริง ๆ แล้วเราสามารถทำคอนเทนต์โฆษณา โดยที่กลุ่มเป้าหมายไม่รู้ว่านี่เรากำลังโฆษณาอยู่นะได้ด้วย แต่ก็ต้องบอกก่อนว่า การทำโฆษณาแบบที่ลูกค้ารู้ว่านี่คือโฆษณา ไม่ได้แปลว่าไม่ดีนะ ก็ยังสามารถทำได้อยู่ แนะนำอีกเทคนิคหนึ่งในการทำคอนเทนต์โฆษณา ให้มีความแตกต่างและหลากหลายว่าเดิม

 

โดยการทำโฆษณาให้กลุ่มเป้าหมายไม่รู้ว่าเป็นโฆษณาเนี่ย เหมาะกับสินค้าที่ต้องการสร้างการรับรู้ในวงกว้าง เพื่อกระตุ้นให้คนอยากรู้จัก สนใจ และอยากซื้อ เพราะส่วนใหญ่ลูกค้าไม่ชอบการโดนขายของตรง ๆ ซึ่งมีเทคนิคง่าย ๆ อยู่ 4 ข้อ ที่จะทำให้โฆษณาของเราน่าสนใจมากขึ้น

 

1. รูปภาพต้องกลืนกับพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย

เรื่องรูปภาพนี่ต้องบอกเลยว่ามีหลายประเด็นมาก ๆ ที่ต้องโฟกัส อย่างแรกคือรูปภาพต้องมีความเกี่ยวข้องกับสินค้าของเรา คือเราขายอะไรก็ต้องใช้รูปประกอบนั้น เพื่อให้ลูกค้าเห็นภาพชัดเจน ไม่ใช่ว่าขายกระบะ แต่ใช้รูปรถเก๋ง ลูกค้าสับสนแน่ ๆ หรือถ้าหากว่าต้องใช้ภาพที่มีคนเป็นส่วนประกอบ ก็ควรเลือกรูปที่มีรูปความใกล้เคียงกับเชื้อชาติหรือกลุ่มเป้าหมายของเรา เช่น ถ้ากลุ่มเป้าหมายเราคือคนไทย ก็แนะนำให้ใช้คนไทยหรือคนเอเชียดีกว่า เพราะจะทำให้ลูกค้ารู้สึกเข้าถึงสินค้า ได้มากกว่าการใช้รูปประกอบเป็นชาวยุโรป เป็นต้น

 

อย่างที่สองคือ บางครั้งรูปภาพที่ใช้ไม่จำเป็นต้องทางการมาก หรือสวยหรูเวอร์วังอลังการ ผ่าน Photoshop หรือ AI มามากมายก็ได้ เพราะสำหรับบางสินค้านั้น ความเรียลช่วยให้คนเข้าถึงและอยากซื้อมากกว่ารูปที่แต่งเยอะ ๆ อีก เพราะลูกค้าจะรู้สึกว่ามันคือของจริง ไม่เฟค แต่บางสินค้าที่ต้องการความน่าเชื่อถือ ก็อาจจะยังมีความจำเป็นที่ต้องทำรูปสวย ๆ แบบทางการอยู่บ้าง

 

ซึ่งเราต้องรู้ก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายของเราคือใคร อยู่ระดับไหน จะได้เลือกสื่อสารผ่านรูปภาพได้อย่างเหมาะสม เช่น ลูกค้าระดับไฮ ๆ ก็อาจจะชื่นชอบรูปภาพที่มีความสวยหรู เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ แต่ลูกค้าระดับกลาง ๆ ก็อาจจะชอบภาพที่มีความสมจริงมากกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมายของเรานั่นแหละ ว่าเขามีพฤติกรรมอย่างไร เราก็สื่อสารไปแบบนั้น และขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้าเราด้วย

 

2. ใช้ภาษาสื่อสารมากกว่าภาษาทางการ

แคปชัน หรือ คำบรรยาย ควรใช้ภาษาที่เน้นการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย มากกว่าการใช้คำแบบทางการจ๋า ดูจริงจัง เพราะนั่นจะทำให้ดูโป๊ะได้ว่ามันคือโฆษณาแน่ ๆ แนะนำว่าให้ลองใช้ภาษาบ้าน ๆ บ้างก็ได้ เพื่อให้คนอ่านแล้วรู้สึกสบายตาสบายใจมากขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมายของเราด้วยว่าเรากำลังสื่อสารกับใคร

 

เพราะบางครั้งลูกค้าไม่ได้ต้องการความเป็นทางการอะไรมากมาย เพราะมันรู้สึกเครียดเกินไป แต่ลูกค้าต้องการความสบายใจในการสื่อสารพูดคุย หรือเสพสื่อในโซเชียล ฟีลเหมือนได้นั่งคุยกับเพื่อน ลองสังเกตดูสิว่า หลายเพจดัง ๆ มักจะใช้คำที่เป็นกันเองมาก บางเพจก็ใช้คำแบบพ่อขุนรามเลยก็มี แต่อันนี้นินจาการตลาดก็ไม่ได้สนับสนุนให้ทุกคนต้องหยาบคายนะ ดูก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายของเราเป็นใคร ก็จะพอมองออกว่าเราควรใช้ระดับภาษาประมาณไหน คล้าย ๆ กับศีลเสมอกันน่ะ เพื่อนเราเป็นแบบไหน เราก็เป็นแบบนั้น  

 

ถ้าไม่แน่ใจจริง ๆ ว่าควรใช้ภาษายังไง ก็แนะนำแบบเซฟ ๆ ว่าใช้ภาษากลาง ๆ คือไม่ต้องดิบเถื่อนมาก หรือทางการเกินไป เน้นง่าย ๆ สบาย ๆ เข้าไว้ ไม่ให้คนอ่านรู้สึกเครียด

 

3. ขายแบบไม่ขาย

เฮ้ย มันคือยังไงกันแน่ ไอการทำคอนเทนต์ขายแบบไม่ขายเนี่ย !

จากที่นินจาการตลาดเคยพูดไปบ้างแล้วเกี่ยวกับ Audience Insights บอกเลยว่ามันช่วยในการทำคอนเทนต์ได้นะ เพราะการที่เราจะขายได้ เราก็ต้องรู้ใจลูกค้าก่อน โดยการเอา Insights ของลูกค้าที่เรามี มาทำเป็นคอนเทนต์ เพราะ Insights เหล่านี้จะทำให้เรารู้ว่า ลูกค้าอยากรู้อะไร เราจะได้เล่าในสิ่งที่ลูกค้าอยากฟัง และเราควรพูดเรื่องลูกค้าก่อนขายของเสมอ เพื่อทำให้ลูกค้ารู้สึกว่านี่ไม่ใช่โฆษณา แต่เป็นเรื่องของเขาเอง

 

และเราอาจจะต้องเปลี่ยนวิธีการทำคอนเทนต์ จากปกติที่เราคิดมาก่อนอย่างแรกว่า เราขายอะไร สินค้าคืออะไร แล้วก็คิดเองเออเองว่าต้องทำคอนเทนต์แบบนั้นแบบนี้ เพราะมั่นใจว่าดีแน่ หลังจากนั้นก็ไปยิงโฆษณาใส่กลุ่มเป้าหมาย ที่เราคิดไปเองอีกว่าพวกเขาน่าจะชอบคอนเทนต์ของเรา ซึ่งจริง ๆ แล้วส่วนใหญ่ไม่ค่อยเวิร์คครับ

 

ลองมาเปลี่ยนวิธีการทำคอนเทนต์โดยคิดแบบย้อนกลับดู แน่นอนว่าอย่างแรกเราก็ต้องรู้แหละว่าเราขายอะไร สินค้าคืออะไร แต่พักตรงนี้ไว้ก่อน สิ่งต่อไปที่เราควรทำก็คือ ไปหามาก่อนว่าลูกค้าของเราเป็นใคร คนที่เราจะยิงแอดไปหาพวกเขาน่ะ  เมื่อรู้แล้วก็ไปทำความรู้จักกับพวกเขาผ่าน Audience Insights ซึ่งใน Facebook มีบอกอยู่ครับ ที่นี้พอรู้แล้วว่าลูกค้าชอบอะไร ค่อยมาทำคอนเทนต์เพื่อสื่อสารกับพวกเขาได้อย่างตรงจุด พอเราทำแบบนี้ ลูกค้าก็จะไม่รู้สึกว่ากำลังโดนโฆษณาใส่ แต่กำลังเสพเรื่องที่เขาอยากรู้หรือสนใจอยู่นั่นเอง

 

4. Test กันหน่อยว่าที่อ่อยไปโอเคหรือเปล่า

เมื่อทำการโพสต์คอนเทนต์ไปบ้างแล้ว ควรจะเช็กเรทติ้งกันหน่อยว่า คอนเทนต์ที่ผ่านส่งผลยังไงบ้าง หลัก ๆ ที่นินจาการตลาดจะดูก็คือ การเข้าถึง (Reach) รองลงมาจะดูที่ Like, Comment และ Share แต่อันนี้ไม่ได้มานั่งดูแบบจริงจังนะ ว่ายอดอะไรได้เท่าไหร่ แต่จะดูที่ % engagement เป็นหลัก คือเอาจำนวน Like, Comment และ Share เป็นตัวตั้ง หารด้วยการแสดงผลที่เกิดขึ้น แล้วดูว่าได้ผลยังไงบ้าง

 

จากนั้นเราก็นำจุดที่ได้ผลลัพธ์ไม่ค่อยดี ไปปรับปรุงแก้ไขการทำคอนเทนต์ของเราไปเรื่อย ๆ ไม่แนะนำให้ทำคอนเทนต์รูปแบบเดียวไปตลอด ถึงแม้ว่ารูปแบบนั้นมันจะได้ผลลัพธ์ที่ดีก็ตาม เพราะมันอาจจะทำให้ลูกค้ารู้สึกเบื่อได้ ค่อย ๆ ลอง ค่อย ๆ เปลี่ยนรูปแบบคอนเทนต์ไปเรื่อย ๆ เพื่อ test ดูว่าแต่ละแบบได้ผลยังไง แล้วคอยเช็กผลลัพธ์อยู่ตลอดเด้อ

 

สรุปกันอีกทีว่า ทำโฆษณาอย่างไร ไม่ให้กลุ่มเป้าหมายรู้ว่าเป็นโฆษณา ข้อแรกก็คือรูปภาพต้องกลืนกับพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย, ใช้ภาษาสื่อสารมากกว่าภาษาทางการในการเขียนแคปชัน, ทำคอนเทนต์ขายแบบไม่ขาย และ test และ ติดตามผลคอนเทนต์อยู่เสมอว่าส่งผลยังไงบ้าง

ข้อสำคัญก็คือ เราต้องรู้ก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายของเราเป็นใคร แล้วค่อยทำความรู้จักกับพวกเขา ว่าพวกเขาชอบอะไร อยากรู้อะไร จะได้เสิร์ฟคอนเทนต์ได้อย่างแนบเนียน ไม่ดูยัดเยียดขายของจนเกินไป

 

ขอบคุณที่มา : นินจาการตลาด

 

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE Thaipurchasing

 

   

sendLINE

Comment