ล่องแม่น้ำไหว้พระ 9 วัด

1.9K



ล่องแม่น้ำไหว้พระ 9 วัด

ล่องเรือไหว้พระ 9 วัด เสริมบุญ พร้อมชมวิวสวยงาม ตามไปดูกันเลยค่ะ 

"วัดยานนาวา"

เดิมชื่อ วัดคอกควาย เนื่องจากมีชาวทวายมาลงหลักปักฐานอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และชาวทวายจะนำกระบือที่เลี้ยงไว้มาทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันนั่นเองต่อมารัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์ และสร้างเรือสำเภาพระเจดีย์แทนพระสถูปเจดีย์ทั่วไป เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เห็นรูปแบบเรือสำเภาซึ่งกำลังจะหมดไปจากเมืองไทย จึงได้เปลี่ยนชื่อจากวัดคอกกระบือเป็น “วัดยานนาวา” สำหรับวัดนี้ มีคติว่า “การค้าขาย การทูต เจริญรุ่งเรือง”

 

"วัดประยุรวงศาวาส"

ชื่อวัดแห่งนี้มีความหมายว่า “พุทธสถานแห่งวงศ์พระประยุรญาติ” สิ่งที่โดดเด่นเป็นสง่าคู่พระอารามแห่งนี้ ที่ริเริ่มสร้างโดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ คือ พระบรมธาตุมหาเจดีย์ เป็นเจดีย์แบบลังกาองค์แรกในสมัยรัตนโกสินทร์ นับเป็นพระเจดีย์ทรงลังกาที่สูงที่สุดในกรุงรัตนโกสินทร์ และโครงการบูรณปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุมหาเจดีย์วัดประยุรวงศาวาส ด้านการอนุรักษ์ทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ขององค์ UNESCO อีกด้วย

 

"วัดกัลยาณมิตร"

สำหรับการไปไหว้พระที่วัดนี้จะมีคติอยู่ว่า “เดินทางปลอดภัยมีมิตรไมตรีที่ดี” วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหารนั้น สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยเจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร)  วัดตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี บริเวณปากคลองบางกอก เมื่อเข้ามาในวัดแล้ว ควรจุดธูปเทียนบูชาพระก่อน ตามลำดับที่ทางวัดตั้งไว้ แล้วจึงเดินเข้าไปภายในพระวิหารหลวง เพื่อกราบนมัสการ หลวงพ่อโต หรือ พระพุทธไตรรัตนนายก หรือเรียกตามแบบจีนว่า หลวงพ่อซำปอกง เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยองค์ใหญ่ซึ่งมีแค่ที่นี่ ที่วัดพนัญเชิง จ.พระนครศรีอยุธยา และวัดอุภัยภาติการาม จ.ฉะเชิงเทรา 3 วัดเท่านั้นในประเทศไทย

"วัดอรุณราชวราราม"

มาไหว้พระ 9 วัดครั้งไหนๆ ก็ต้องมาที่วัดแจ้งด้วยทุกครั้งไป ด้วยคติที่ว่า “ชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน”  วัดอรุณ เป็นวัดโบราณ สร้างในสมัยอยุธยา ว่ากันว่าเดิมเรียกว่า วัดมะกอกนอก สร้างในสมัยอยุธยา สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าให้อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารของรัชกาลที่ 2 มาบรรจุที่พุทธอาสน์ของพระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก พระประธานในอุโบสถ และพระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดอรุณราชวราราม” จึงได้ถือว่าเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 2 

"วัดระฆังโฆสิตาราม"

สำหรับวัดระฆังนั้นคนนิยมมากราบไหว้บูชา ปล่อยนกปล่อยปลาที่นี่ ด้วยคติ และคำเชื่อที่ว่า มาทำบุญที่วัดระฆัง จะทำให้ “มีชื่อเสียงโด่งดัง คนนิยมชมชอบ” เมื่อเอ่ยถึงวัดระฆัง สิ่งที่หลายๆ คนต้องนึกถึง คือ "สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)" เนื่องจากท่านเป็นที่เคารพนับถือของเหล่าพุทธศาสนิกชนเป็นอย่างมาก และพระคาถาชินบัญชรที่เชื่อว่าหากสวดกันเป็นประจำจะทำให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง

"วัดอมรินทราราม"

เชื่อกันว่าการมาไหว้พระที่วัดนี้ก็คือ “พระอินทร์ประทานพรให้ปลอดภัยจากอันตรายใดๆ ทั้งปวง” วัดอมรินทรารามวรวิหารสร้างขึ้นประมาณ ปี พ.ศ.2200 ไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้สร้าง เดิมทีมีชื่อวัดว่า “วัดบางว้าน้อย” ตั้งคู่กับ “วัดบางว้าใหญ่” หรือวัดระฆัง จุดที่น่าสนใจภายในวัด อยู่ที่วิหารหลวงพ่อโบสถ์น้อย ซึ่งมีพระประธานคือ “หลวงพ่อโบสถ์น้อย” เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นศิลปะแบบสุโขทัย ปางมารวิชัยลงรักปิดทอง เป็นสถานที่ที่ผู้คนนิยมมากราบสักการะขอพรจากหลวงพ่อกันเป็นจำนวนมาก

"วัดคฤหบดี"

มีคติว่า “เสริมโชควาสนา บารมี ดุจดั่งทอนพคุณ เคียงคู่แก้วมรกต” วัดคฤหบดี เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้กับบ้านปูน เชิงสะพานพระราม 8  มี พระพุทธแซกคำ เป็นพระประธานในพระอุโบสถของวัดคฤหบดี ซึ่งเป็นพระพุทธรูปเนื้อทองคำโบราณ ปางมารวิชัยสมัยเชียงแสน เป็นพระพุทธรูปคู่เมืองแห่งราชอาณาจักรล้านนา เจ้าพระยาบดินทรเดชาเป็นแม่ทัพไปปราบกบฏเวียงจันทน์ ได้จับกุมเจ้าอนุวงศ์ กษัตริย์เวียงจันทน์มากรุงเทพฯ พร้อมอัญเชิญพระพุทธแซกคำนำมาทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดคฤหบดีจากนั้นเป็นต้นมา

"วัดเทวราชกุญชร"

เป็นวัดเก่าแก่โบราณ มีมาก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยาเลยทีเดียวค่ะ ในการมาไหว้พระที่วัดนี้มีคติว่า “มงคลเทพเทวดา มหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่ง” มี "พระพุทธเทวราชปฏิมากร" เป็นพระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปโลหะหล่อลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย ฝีมือช่างสมัยทวารวดี ประดิษฐานบนฐานชุกชี ค่ะ พระประธานในพระอุโบสถของวัดเทวราชกุญชรนับว่าแปลกกว่าวัดอื่น เนื่องจากพุทธศาสนิกชนนิยมถวาย “ผ้าไตร” แทนดอกไม้ธูปเทียน ได้สร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่การกราบขอพรพระศักดิ์สิทธิ์องค์นี้เป็นเท่าทวีคูณ และนับเป็นวัดแรกในประเทศไทยที่นำผ้าไตรมาเป็นเครื่องสักการะที่ได้รับความศรัทธาสูงสุดมาจนทุกวันนี้

"วัดราชาธิวาส"

เป็นพระอารามหลวงฝ่ายธรรมยุต ซึ่งมีคติว่า “มีลาภยศที่ยิ่งใหญ่ ดุจพระราชา” ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งพระนคร ในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้ทรงปฏิสังขรณ์ใหม่แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดราชาธิวาสวิหาร” มีความหมายว่า “วัดอันเป็นที่ประทับของพระราชา” เป็นวัดแรกที่ถือกำเนิดคณะสงฆ์ ธรรมยุติกนิกาย  พระอุโบสถเป็นทรงขอมคล้ายนครวัด ออกแบบโดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ มีห้องสามตอนคือ ห้องหน้าเป็นระเบียง ห้องกลางเป็นห้องพิธี มีพระสัมพุทธพรรณีเป็นพระประธาน มีเศวตฉัตร 9 ชั้น (ร. 5 หล่อพระราชทาน) หลังพระประธานเป็นซุ้มคูหา  และมีภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในแสดงเรื่องพระเวสสันดรชาดก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเป็นผู้ร่างภาพ และ ศ.ซี.ริโกลี (C.Rigoli) จิตรกรชาวอิตาเลียน เป็นผู้เขียนด้วยการใช้สีปูนเปียก (Fresco) ซึ่งมีความสวยงามต่างจากภาพจิตรกรรมฝาผนังในวัดอื่นๆ 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.facebook.com/WatJaiOfficial

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

sendLINE

Comment